“เฮ้ย ยู อาทิตย์หน้าว่างมั้ย พี่จะบวชวะ”
“ว่างพี่ ว่าง บวชที่ไหนละ”
บทสนทนาของผมกับรุ่นพี่เป็นไปอย่างเงียบเชียบในหน้าต่างเอ็มเอสเอ็นเล็กๆ บนจอคอมพิวเตอร์
ทุกวันนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้วสำหรับการติดต่อนัดแนะของเหล่าเพื่อนฝูงและอีกในหลายกรณีระหว่างผมกับคนอื่นๆ และในที่นี้ก็เช่นกันผมรับปากมั่นหมายอย่างดีกับรุ่นพี่ว่าจะเดินทางไปงานบวชของเขาโดยผมถือโอกาสนี้สละตัวเองออกจากการงานที่รัดรึงเพื่อถือเป็นโอกาสในการท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน
“ตกลงที่ไหนพี่ ผมได้เตรียมตัวถูก” ผมทวงถามย้อนกลับไปในหน้าต่างเอ็มเอสเอ็นไม่นานนักตัวอักษรภาษาไทยชัดเจนแจ่มแจ้งจากพี่เอ๋เจ้าของงานก็บอกถึงที่หมายของผมให้ทราบจุดหมายปลายทาง
“บุรีรัมย์”
………..
แดดสาดแสงเทกระจาดเข้าหน้าผมอย่างไม่ปราณี ความโหดเหี้ยมของมันทบทวีไปตามกระแสเทรนด์โลกร้อนที่ใครก็ต่างช่วยกันรณรงค์ด้วยถุงผ้าดิบที่มีข้อความต่างๆ มากมาย (ซึ่งส่วนมากมีแต่คนรณรงค์เท่านั้น) ผมจะมัวรอช้าไม่ได้แล้วผมต้องลุกขึ้นจากที่นอนได้แล้ว ไม่ใช่ไปลดโลกร้อนนะ แต่ว่านี่คือวันที่จะต้องออกเดินทางเพื่อไปให้ทันงานเลี้ยงนาคก่อนการบวชจริงในเช้าวันพรุ่งนี้ (ใช้แล้วครับ, รีบไปกินฟรีนั่นเอง)
ผมขยับตัวขึ้นด้วยความช้าเชื่องเล็กน้อยก่อนจะหยิบมือถือโทรหาเธอ
………..
อาบน้ำแต่งตัวจัดการข้าวของเล็กเสร็จเรียบร้อย ผมขึ้นมาเช็กรอบการเดินรถไฟสู่บุรีรัมย์ด้วยอินเตอร์ เน็ทความเร็วสูง 16.09 น. คือว่าเวลารถออกจากสถานีดอนเมือง เหลือบมองเวลาตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกมากโข ทีเดียว ผมจึงสินใจโทรหาเพื่อนเพื่อยืมกล้องถ่ายรูปดิจิตอลมาเก็บเป็นความทรงจำของการเดินทางท่องเที่ยวและการเดินทางไปงานบวชคนเดียวเป็นครั้งแรก
บ่ายสามโมงกว่าๆ ผมพบตัวเองกำลังนั่งอาบเหงื่อตากฝุ่นอยู่ที่ป้ายรถเมล์ย่านบางซื่อ อากาศร้อนจนอยากจะเอาตับที่แลบออกมาพัดโบกออกซิเจนให้หมุนวนอยู่กับตัวตลอดเวลาทีเดียว เสียดายที่ผมเองยังไม่ยักกะเคยตับแลบออกมาจริงๆ เสียที
กล้องอยู่ในมือของผมและด้วยเวลาที่งวดเข้ามา ผมคิดว่าผมควรเรียกแท็กซี่ได้แล้ว
รถเมล์(ซึ่งกูรอมาตั้งนาน)โผล่ตัวออกมาทันทีที่รถเขียวเหลืองจอดประจัญหน้าผม เห็นแล้วก็อยากจะอุทานออกมาเป็นภาษาฮิบบรูเลยทีเดียว ห่ารากฝอยทอง เอ๊ย ! (นี่ไม่ใช่ภาษาฮิบบรู-ผมพูดไม่เป็น)
ตัดจากเส้นบางซื่อเข้าวิภาวดี ฉิวเดียวเท่านั้นผมก็มายืนอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟอันเก่าแก่อย่างไม่เคยเจือจาง(คือตอนไหนๆ มันก็ยังเก่าอยู่น่ะ) ผมเดินตัดข้ามรางรถไฟที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ด้วยจิตใจเด็ดเดี่ยว บัดนี้ชายหนุ่มหน้าใสหัวใจสีชมพูคนนี้ จะออกเดินทางสู่โลกกว้างด้วยรถไฟชั้นสามที่มีขนาดคูณกว้างคูณยาวไม่เกินกว่าขาของผมไม่เท่าใดนัก การเดินทางท่องเที่ยวของผมกำลังจะเริ่มขึ้น…ถ้า ถ้าตั๋วรถไฟไปบุรีรัมย์แม่งไม่เต็มทุกรอบ!!
“ไม่มีที่นั่งแล้วละครับน้อง เต็มทุกรอบครับ”
ผมพยักหน้างึกๆ รับด้วยความจำนน ไม่เป็นไร ผมบอกตัวเอง ไม่ได้นั่งรถไฟก็ถ่ายภาพรางรถไฟไว้เป็นที่ระลึกแล้วกัน นานๆ จะมาสักที ว่าแล้วผมก็ลั่นชัตเตอร์เก็บภาพอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟดอนเมืองครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจจับแท็กซี่ไปหมอชิต
………..
ด้วยความที่ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยได้เดินทางบ่อยเท่าไหร่นัก ผมจึงมักจะดูเป็นคนที่ท่าทางไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับการเดินทางเสียเท่าไหร่ ชีวิตทั่วไปก็วนเวียนอยู่แต่ในกรุงเทพเสียส่วนใหญ่ การมาหมอชิตคนเดียวอย่างนี้จึงเต็มไปด้วยตื่นเต้นระคนไปกับความหวาดเสียวในการเดินทางที่มิอาจล่วงรู้ได้ว่าเราจะเจออะไรระหว่างทางบ้าง หลายครั้งผมได้ยินคำว่า ‘ระหว่างทางนั้นสำคัญกว่าจุดหมายปลายทางเสมอ’
ก็จะให้มันไม่สำคัญได้อย่างไรเล่าครับ ไปมั่วซั่วๆ ไม่คิดหน้าคิดหลังไม่ให้ความสำคัญแล้วมันจะไปถึงจุดหมายปลายทางไหมเล่า
และในเมื่อผมคิดได้อย่างนี้แล้ว ผมจึงเลือกตรงปรี่เข้าไปที่รถทัวร์ปรับอากาศชั้น 1 เพื่อขอความสบายและให้ความสำคัญกับ ‘ระหว่างทาง’ ให้มากที่สุด แต่ให้ตายดิ้น ต้องบอกว่าความซวยยังไม่หายความควายก็เข้ามาแทรกจริงๆ ครับ
รอบเดินรถไปบุรีรัมย์นั้นหมดไปตั้งแต่บ่ายโมงแล้ว จะมีอีกทีก็ตอนค่ำๆ ทั้งหมดเลย ผมนี่แทบจะลงไปชักดิ้นชักงอกันเลยทีเดียว พลันนั้นขณะจิตที่กำลังดิ้นพล่านอยู่ในใจ ผมนึกได้ว่ายังเหลือไอเท็มช่วยชีวิตอีกหนึ่งกระป๋อง ผมหยิบมือถือขึ้นมาทวนหาเบอร์อยู่ไม่นานนักเสียงปลายสายก็ตอบกลับมา
“ว่าไงวะมึง”
“เฮ้ย ไอ้ณุ กูซวยแล้วจะไปบุรีรัมย์แต่ว่ารถแม่งไม่มีแล้ววะ ทำไงดีวะ” ผมละล่ำละลักถาม
“ใจเย็นก่อนก็ได้มึง ไม่ต้องกังวลไป มึงถามถูกคนแล้ว ทางแก้ของมึงนั้นง่ายมากจริงๆ”
ณุ เพื่อนผู้มีภูมิลำเนาอยู่ที่บุรีรัมย์ จบบทสนทนาลงอย่างเรียบง่าย “มีไรโทรมา กูไปเตะบอลก่อน”
ผมวางสายจากเพื่อนและเก็บมือถือลงไปในกระเป๋าเดินทางช่องหน้าพร้อมตั๋วรถด่วนพิเศษสู่นครราชสีมา ชานชลาที่ 74 รถออก 16.20 ใช้เวลา 3.15 ชม. ข้อมูลภายในตั๋ว บ่งเวลาไว้อย่างชัดเจน
“มึงลง บขส.ใหม่ แล้วหารถ ราชสีมา-บุรีรัมย์ต่อที่นั่น” คำของไอ้ณุ เลื่อนลั่นในหัวของผมอย่างแนบสนิท ผมท่องจำขึ้นใจ บขส.ใหม่ ราชสีมา – บุรีรัมย์
………..
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ผมหลับลงไป หลังแผ่นซีดีของซิตคอมเรื่อง เป็นต่อ ที่ทัวร์เปิด กระชากเสียงหัวเราะจากเหล่าผู้โดยสารถูกปิดลง ผมตื่นขึ้นมาพบว่ารถกำลังเลี้ยวเลาะอยู่ข้างๆ เขื่อนลำตะคลอง ภาพที่เห็นทำให้ผมรู้สึกว่า นี่มันช่างเป็นทริปที่ผมไม่ควรพกกล้องมาให้เมื่อยมือเปล่าๆ เอาซะเลย
แต่ยังไงซะมาแล้วผมก็ควรจะบันทึกอะไรลงไปเสียหน่อย ว่าแล้วเขื่อนลำตะคลองง่อนแง่นใต้เลนส์กล้องก็ขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กับความกังวลใจต่อการเดินทางครั้งนี้ของผมต่อไป
เวลาล่วงผ่าน เส้นทางรอบข้างมืดลงๆ ผมเกิดความกังวลใจเล็กน้อยจึงหันไปถามพนักงานที่เดินมาเก็บขยะพอดิบพอดี ก่อนหน้านี้ผมบอกกับเธอไว้ก่อนแล้วว่าจะลง บขส. ใหม่ จึงเข้าใจว่าเธอจะจำผมและจุดหมายปลายทางของผมได้เช่นกัน
“อีกไกลไหมครับ” ผมถาม
“สี่คิ้ว ตอนนี้อยู่สี่คิ้ว” เธอให้คำตอบซึ่งผมคิดว่าไม่ตรงกับคำถามเท่าใดนัก แต่ผมก็พยักพะเยิดหน้าไปตามที่เธอบอก ทั้งที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าสี่คิ้วแม่งอยู่จังหวัดไหนอะไรยังไงแล้วมันใกล้ บขส.ใหม่แค่ไหนกัน
………..
ถึงบขส.ใหม่ ผมหายใจหายคอโล่งไปอีกเปราะที่นี่ นครราชสีมาไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด ผมลงจากรถจัดการเข้าห้องน้ำห้องส้วมก่อนจะแวะซื้อน้ำดื่มหนึ่งขวดจากร้านสะดวกซื้อที่ไม่มีเลข เจ็ดสิบเอ็ด ผมแอบดีใจเล็กน้อยที่ตัวแทนของยุคทุนนิยมไม่เดินทางมาถึงที่นี่ แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่ามันคงซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง ณ ที่แห่งนี้เป็นแน่
ผมจัดแจงหาตั๋วตามคำเพื่อนณุ ที่แนะไว้ ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีปัญหาใดๆ เว้นแต่เพียงอย่างคือเดียวสายโทรศัพท์ของหญิงสาว ผมอยากบอกเธอจังเลยว่าบุรีรัมย์ใกล้ผมเข้ามาเท่าไหร่แล้ว
ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า รถทัวร์ถอยออกจากลานจอดช้าๆ อีกไม่นานผมกำลังจะถึงบุรีรัมย์
แม้จะเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางที่แสนวุ่นวายมาตลอดทั้งวัน แต่ทำไมก็ไม่รู้ ผมกลับรู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก ย้อนกลับไปที่คำว่า ‘ระหว่างทางสำคัญกว่าจุดหมายปลายทาง’ นั่นก็สุดแท้แต่ใครจะคิด แต่ผมอยากขอเปลี่ยนคำคมๆ นี้ให้กลายเป็น ‘ระหว่างทางสนุกกว่าจุดหมายปลายทางฉิบหาย’
ก็ใครจะไปคิดละครับ ว่ากว่าจะถึงบุรีรัมย์มันจะมันส์ซะขนาดนี้